กล้วยไม้
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555
ลิลลี่:ไม้ดอกยอดนิยมปลูกได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี
ลิลลี่เป็นไม้ประเภทหัวมีถิ่นกำเนิดแถบทวีปเอเชียตอนกลาง มีหลายสายพันธุ์หลากรูปทรงและหลากสี ส่วนใหญ่ไม่มีกลิ่นยกเว้นบางชนิดจะมีกลิ่นหอม พันธุ์ลิลลี่ที่ปลูกเป็นไม้ตัดดอกในบ้านเรามี 5 ประเภท ได้แก่
1. ลิลลี่ปากแตร หรือ Longiflorum hybrid และ trumpet hybrid ลักษณะคล้ายปากแตร โดยโคนกลีบจะเชื่อมติดกันแล้วแยกออกเฉพาะปลาย มี 6 กลีบ เดิมมีสีขาวและมีกลิ่นหอม แต่เมื่อมีการปรับปรุงพันธุ์ทำให้มีหลากสีขึ้น ได้แก่ สีเหลือง ชมพู ม่วง แต่ไม่มีกลิ่นหอม ลิลลี่ประเภทนี้ดอกอ่อนจะตั้งขึ้น เมื่อดอกแก่จะนอนลงขนานกับพื้นดิน พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น โกลเด้นฮาร์ชัน ฮิโนโมโต้ พิงค์ เพอร์เฟ็กชั่น สเปลเดอร์ และ ทรัมเป็ตเยลโลว์ เป็นต้น
2. ลิลลี่ลูกผสมเอเชีย หรือ Asiatic hybrid เป็นประเภทที่นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอกมากที่สุดกลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกันไม่มีกลิ่นหอม ดอกมีทั้งชนิดที่มีจุดประเล็กน้อยและไม่มีเลย มีหลากสี ได้แก่ ขาว ครีม เหลือง ส้ม ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้ช่อดอกจะตั้งขึ้นไม่คว่ำหน้าเหมือนชนิดอื่นเมื่อให้ดอกแล้วจะเกิดหัวเล็ก ๆ ตามซอกใบ ซึ่งสามารถนำไปขยายพันธุ์เป็นต้นแม่ต่อไปได้ พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น คอนเนกติกัตคิง ออร์คิดบิวตี้ และ มองต์บลังก์
3. ลิลลี่ลูกผสมตะวันออก หรือ Oriental (Japanese) hybrid กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกัน มีกลิ่นหอมแรง ลักษณะเด่นคือกลีบดอกด้านในคล้ายหนวดยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก มีหลากสี ได้แก่ ขาว ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้จะออกดอกในแนวนอนขนานกับพื้นดินมีขนาดของใบกว้างกว่าพันธุ์อื่น ๆ พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น แอดแลนติกสตาร์ คาซาบลังก้า และ สตาร์กาเซอร์
4. ลิลลี่ลายเสือ หรือ Tiger Lily (L.tigrinum) กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกันตั้งแต่โคนกลีบ ไม่มีกลิ่นหอม กลีบดอกชั้นในจะมีจุดประสีดำ มีหลากสี ได้แก่ เหลือง ส้ม ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้ช่อดอกจะคว่ำหน้าน้อยลง พันธุ์ที่ปลูก เช่น พิงค์ทริกรินัม และ เยลโล่ทริกรินัม
5. ลิลลี่ดอย หรือ Thai native Lily (L. primulinum var. burmaniacun) กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกัน มีกลิ่นหอมแรงโดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีอากาศหนาวเย็น เป็นลิลลี่พันธุ์พื้นเมืองของไทยอยู่ทางภาคเหนือตามดอยต่าง ๆ เช่น ดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์ และดอยปุย ลักษณะเด่นคือเมื่อดอกบานจะคว่ำหน้าลง ดอกสีเหลืองเข้ม มีปื้นสีน้ำตาลเข้มอยู่บริเวณใจกลางดอกและมีจุดประสีน้ำตาลอยู่มากมาย
1. ลิลลี่ปากแตร หรือ Longiflorum hybrid และ trumpet hybrid ลักษณะคล้ายปากแตร โดยโคนกลีบจะเชื่อมติดกันแล้วแยกออกเฉพาะปลาย มี 6 กลีบ เดิมมีสีขาวและมีกลิ่นหอม แต่เมื่อมีการปรับปรุงพันธุ์ทำให้มีหลากสีขึ้น ได้แก่ สีเหลือง ชมพู ม่วง แต่ไม่มีกลิ่นหอม ลิลลี่ประเภทนี้ดอกอ่อนจะตั้งขึ้น เมื่อดอกแก่จะนอนลงขนานกับพื้นดิน พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น โกลเด้นฮาร์ชัน ฮิโนโมโต้ พิงค์ เพอร์เฟ็กชั่น สเปลเดอร์ และ ทรัมเป็ตเยลโลว์ เป็นต้น
2. ลิลลี่ลูกผสมเอเชีย หรือ Asiatic hybrid เป็นประเภทที่นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอกมากที่สุดกลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกันไม่มีกลิ่นหอม ดอกมีทั้งชนิดที่มีจุดประเล็กน้อยและไม่มีเลย มีหลากสี ได้แก่ ขาว ครีม เหลือง ส้ม ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้ช่อดอกจะตั้งขึ้นไม่คว่ำหน้าเหมือนชนิดอื่นเมื่อให้ดอกแล้วจะเกิดหัวเล็ก ๆ ตามซอกใบ ซึ่งสามารถนำไปขยายพันธุ์เป็นต้นแม่ต่อไปได้ พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น คอนเนกติกัตคิง ออร์คิดบิวตี้ และ มองต์บลังก์
3. ลิลลี่ลูกผสมตะวันออก หรือ Oriental (Japanese) hybrid กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกัน มีกลิ่นหอมแรง ลักษณะเด่นคือกลีบดอกด้านในคล้ายหนวดยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก มีหลากสี ได้แก่ ขาว ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้จะออกดอกในแนวนอนขนานกับพื้นดินมีขนาดของใบกว้างกว่าพันธุ์อื่น ๆ พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูก เช่น แอดแลนติกสตาร์ คาซาบลังก้า และ สตาร์กาเซอร์
4. ลิลลี่ลายเสือ หรือ Tiger Lily (L.tigrinum) กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกันตั้งแต่โคนกลีบ ไม่มีกลิ่นหอม กลีบดอกชั้นในจะมีจุดประสีดำ มีหลากสี ได้แก่ เหลือง ส้ม ชมพู แดง ลิลลี่ประเภทนี้ช่อดอกจะคว่ำหน้าน้อยลง พันธุ์ที่ปลูก เช่น พิงค์ทริกรินัม และ เยลโล่ทริกรินัม
5. ลิลลี่ดอย หรือ Thai native Lily (L. primulinum var. burmaniacun) กลีบดอกทั้ง 6 กลีบจะแยกออกจากกัน มีกลิ่นหอมแรงโดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีอากาศหนาวเย็น เป็นลิลลี่พันธุ์พื้นเมืองของไทยอยู่ทางภาคเหนือตามดอยต่าง ๆ เช่น ดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์ และดอยปุย ลักษณะเด่นคือเมื่อดอกบานจะคว่ำหน้าลง ดอกสีเหลืองเข้ม มีปื้นสีน้ำตาลเข้มอยู่บริเวณใจกลางดอกและมีจุดประสีน้ำตาลอยู่มากมาย
การขยายพันธุ์
ลิลลี่ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด แยกหัว และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่ที่นิยมและทำได้ง่ายตลอดทั้งปีคือ การแยกหัวไปปลูก โดยอาจแยกหัวย่อยที่เกิดจากส่วนใต้ดิน หรือเกิดตามซอกใบ หรือปักชำ ส่วนกลีบหัวก็ได้ แต่วิธีนี้อาจต้องนำหัวที่ได้ไปปลูกอีกหลายครั้งเพื่อให้มีขนาดโตพอที่จะให้ดอก หลังจากแยกกลีบหัวออกจากต้นแม่แล้วควรนำไปชำให้เร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสียน้ำ และอาจนำไปจุ่มกับน้ำสกัดชีวภาพสักครู่เพื่อให้รากงอกเร็วขึ้น การปลูกลิลลี่หากต้องการหลีกเลี่ยงเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศหรือเพื่อความสะดวกในการควบคุมแสงและอุณหภูมิควรปลูกลิลลี่ในโรงเรือนพลาสติก หากไม่สะดวกให้พยายามปลูกนอกฤดูเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโรคเน่าที่จะตามมา
วิธีการแยกหัวและเก็บรักษา
สำหรับต้นลิลลี่ที่ต้องการใช้เป็นต้นแม่เพื่อขยายพันธุ์ หลังจากเก็บดอกแล้ว ควรทิ้งระยะให้ต้นแม่ผลิตหัวให้แข็งแรงต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน ในระยะนี้ควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง และควรฉีดสมุนไพรป้องกันแมลงตามปกติจนถึงเวลาเก็บหัวให้ลดปริมาณน้ำลงก่อนการขุด เพื่อให้หัวดึงอาหารจากส่วนของลำต้นและใบมาสะสมไว้มากที่สุด หลังจากขุดหัวขึ้นมาแล้วให้นำไปล้างน้ำให้สะอาด
การเก็บรักษาให้นำพลาสติกใบใหญ่ผ่ากลางแล้วเจาะรูใช้รองก้นลัง แล้วเรียงหัวลิลลี่ให้เป็นระเบียบ จากนั้นโรยทับบาง ๆ ด้วยขุยมะพร้าวที่แช่น้ำจนอิ่มตัวแต่ก่อนจะนำมาใช้ควรผึ่งลมพอให้ชื้นเพียงหมาด ๆ ทำเป็นชั้น ๆ อย่างนี้จนถึงชั้นบนสุดให้โรยขุยมะพร้าวหนาประมาณ 6 นิ้ว แล้วปิดปากถุง นำไปเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 4-5 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 เดือน จึงนำหัวไปปลูกได้
การเตรียมดินและแปลงปลูก
ก่อนปลูกควรมีการเตรียมดินหรือปรับปรุงดินให้มีคุณภาพ มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยขุดดินให้ลึกประมาณ 1 ฟุต แล้วตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้ย่อยดินให้ละเอียดใส่อินทรีย์วัตถุที่สลายตัวแล้วอย่างเช่น เศษฟาง เปลือกถั่วลิสง ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยพืชสด เพื่อให้ดินมีความร่วนซุยสามารถเก็บความชื้นและมีการระบายน้ำดี ซึ่งปกติแล้วลิลลี่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย มีค่า pH5.5-7.5
แปลงที่ใช้ปลูกอาจยกร่องเตี้ย ๆ แล้วทำขอบแปลงให้สูงกว่าระดับแปลงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกจากแปลงเวลารดน้ำ ก่อนปลูกควรรดน้ำดินให้ชุ่มทิ้งไว้ 1 วัน และเมื่อนำหัวพันธุ์ออกจากห้องเย็นแล้วควรนำไปปลูกทันที และควรคัดขนาดของหัวที่ใกล้เคียงกันปลูกในแปลงเดียวกัน เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวดอก การปลูกให้ปลูกจากหัวลึกประมาณ 2 นิ้ว ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 15×15 ซม. หลังจากกลบดินเรียบร้อยแล้วควรคลุมแปลงปลูกและรดน้ำให้ชุ่ม การคลุมแปลงจะช่วยรักษาความชื้นรักษาอุณหภูมิและช่วยป้องกันวัชพืช วัสดุที่ใช้คลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง เปลือกถั่ว หรือวัสดุอื่นที่มี
การให้น้ำ
หลังจากปลูกควรให้ดินชั้นบนมีความชื้นแต่ไม่แฉะ เพื่อให้ดินกระชับหัวและรากไว้ และต้องระวังอย่าให้ดินแน่นจนทำให้โครงสร้างของดินเสีย ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตควรให้น้ำในช่วงเช้า ซึ่งจะทำให้ลิลลี่นำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าในช่วงเย็น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคเชื้อราที่เกิดจากความชื้นได้อีกด้วย การให้น้ำควรให้น้ำมากพอที่จะซึมลงสู่ราก แต่ไม่ให้แฉะ เมื่อลิลลี่เริ่มแทงช่อดอกควรระวังอย่าให้น้ำโดนช่อดอก
การให้ปุ๋ย
ในระยะแรกลิลลี่ยังต้องการธาตุอาหารน้อย เนื่องจากหัวมีการสะสมธาตุอาหารมาพอสมควรหลังจากปลูกได้ประมาณ 3 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง จนกระทั่งลิลลี่เริ่มแทงช่อดอก ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูง หลังใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรรดน้ำตามทันที หรือฉีดพ่นด้วยน้ำหวานหมักจากผลไม้ ใช้ฉีดพ่นแบบฮอร์โมนพืช ให้ผลในการบำรุงดีมากโดยเฉพาะในช่วงที่พืชกำลังออกดอก
การพยุงลำต้น
ในระยะที่ต้นลิลลี่กำลังเจริญเติบโตต้นที่อยู่ด้านข้างของแปลงมักมีปัญหาเรื่องต้นเอนจากการเบียดเสียดกัน การพยุงลำต้นจะช่วยให้ก้านช่อดอกไม่คดงอ วิธีที่นิยมคือใช้ตาข่ายขนาด 15×15 ซม. ขึงเหนือแปลงประมาณ 1-2 ชั้น แต่ถ้าหากตาข่ายสามารถเลื่อนขึ้นลงได้ตามการเติบโตของต้นให้ขึงเพียงชั้นเดียวก็เพียงพอ
การพรางแสงและควบคุมอุณหภูมิ
หากปลูกในโรงเรือนพลาสติกในช่วงหน้าร้อนโดยเฉพาะปลายเดือนมีนาคม-พฤษภาคมควรพรางแสงด้วยซาแรนหรือไม้ระแนงพรางแสงประมาณ 40% เพราะหากสภาพอุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้ดอกมีคุณภาพต่ำ ส่วนในช่วงหน้าหนาวไม่ว่าจะปลูกในโรงเรือนหรือปลูกกลางแจ้งควรนำวัสดุพรางแสงออก เพราะหากลิลลี่ได้รับแสงไม่เพียงพอจะทำให้ดอกฝ่อและร่วง ก้านดอกยาวผอม ซึ่งส่งผลถึงคุณภาพของดอกตามมา อุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดการปลูกในช่วงกลางวันควรควบคุมให้อยู่ประมาณ 20 องศาเซลเซียส หากพรางแสงแล้วยังไม่ดีขึ้นอาจหาวิธีระบายอากาศช่วย แต่ต้องระวังไม่ให้ความชื้นในแปลงระเหยออกไปรวดเร็วเกินไปเพราะจะทำให้พืชสูญเสียความชื้นและเกิดอาการใบไหม้ได้
สำหรับอุณหภูมิในเวลากลางคืนควรอยู่ในช่วง 10-15 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส จะได้ดอกที่มีคุณภาพต่ำเล็กน้อย แต่หากสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ดอกจะไม่มีคุณภาพ เช่น ก้านดอกสั้นและมีช่อดอกต่อก้านน้อย ยกเว้นลิลลี่ในกลุ่มลูกผสมตะวันออกต้องควบคุมอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวให้อยู่ 16-17 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันใบร่วงและใบเป็นสีเหลือง
การตัดดอก
การตัดดอกลิลลี่นิยมตัดเมื่อช่อดอกยังตูมเพื่อลดความเสียหายขณะขนส่ง โดยให้ตัดขณะที่ดอกแรก ๆ เริ่มเห็นสีชัดเจนแต่ยังไม่แย้ม ถ้าดอกบานต้องเด็ดอับละอองเกสรออกเพื่อไม่ให้ไปติดกลีบดอก ความยาวของการตัดให้วัดจากส่วนของลำต้นคือเหลือความยาวไว้ครึ่งหนึ่งของความยาวลำต้นเดิม หรือควรให้เหลือใบไว้ที่ต้นอย่างน้อย 10 ใบ เพื่อให้ต้นสามารถสร้างหัวสำหรับการขยายพันธุ์ต่อไปได้ วิธีตัดให้ตัดเฉียงเป็นเส้นทะแยงมุม เมื่อตัดแล้วควรนำไปแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง
โรค-แมลงและการป้องกันกำจัด
โรคของลิลลี่ที่สำคัญและพบมากได้แก่ โรคโคนต้นเน่า โรครากเน่า โรคใบจุด โรคที่เกิดจากเชื้อราไรซอคโทเนีย โรคหัวและกลีบเน่า
1. โรคโคนต้นเน่า เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี อาการของโรคที่พบคือ ต้นจะชะงักการเติบโตหรือเหี่ยวอย่างฉับพลัน ใบล่างจะเป็นสีเหลือง โคนต้นจะมีสีน้ำตาลอมม่วง ต้นเหนือดินมีจุดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ต้นอ่อนแอ ล้มง่าย
การป้องกัน ควรปรับปรุงดินให้มีการระบายน้ำดี อย่าปล่อยให้ดินมีน้ำขังชื้นเกินไป และทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้งไป
2. โรครากเน่า เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี อาการของโรคที่พบคือ ต้นที่เป็นโรคจะเตี้ยกว่าต้นอื่น ๆ ในแปลง ใบแคบและสีหม่น ต้นมักจะโค้งงอเล็กน้อย ดอกจะร่วงมากกว่าต้นอื่น ๆ ดอกเล็กและไม่ค่อยบานเต็มที่ สีไม่สด หากขุดต้นขึ้นมาดูจะพบหัวและรากมีแผลเน่าลักษณะใสสีน้ำตาลอ่อน
การป้องกัน เมื่อพบว่าเกิดการระบาดของโรคนี้ขึ้นให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น โดยมีการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอกสำหรับต้นที่เป็นโรคให้ถอนและขุดดินในหลุมไปเผา จากนั้นใช้ปูนขาวผสมน้ำราดลงไปในดินอีกครั้ง
3. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อราระบาดมากในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่มีน้ำค้างมาก แต่ในสภาพอากาศแห้งมักไม่ค่อยพบโรคนี้ อาการเริ่มแรกมักจะเกิดกับใบก่อนส่วนอื่น โดยมีจุดสีน้ำตาลเข้มและขยายออกไปอย่างรวดเร็วและแห้งตายในที่สุด ส่วนดอกที่ติดเชื้อกลีบจะบวมโป่ง มีจุดกลมช้ำน้ำสีเทาและเนื้อเยื่อตาย อาการที่กับส่วนใบ
การป้องกัน ตัดทำลายใบหรือดอกที่เป็นโรคทิ้ง และไม่ควรให้น้ำในตอนเย็น เพราะจะทำให้เชื้อราแพร่กระจายหรือเจริญเติบโตได้ง่าย
4. โรคที่เกิดจากเชื้อราไรซอคโทเนีย เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี อาการของโรคที่พบคือ หากได้รับเชื้อเพียงเล็กน้อย ใบล่าง ๆ ที่ติดอยู่ใกล้พื้นดินจะเป็นลายจุดสีน้ำตาลอ่อน ต้นชะงักการเติบโตเล็กน้อย ถ้าได้รับเชื้อรุนแรงต้นจะงอกช้า ใบอ่อนและยอดจะถูกทำลาย ต้นจะมีรากขึ้นน้อย ถ้ามีดอกตูมจะเหี่ยวไปตั้งแต่ระยะแรก ๆ
การป้องกัน เมื่อพบว่าเกิดการระบาดของโรคนี้ขึ้นให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นโดยมีการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอก สำหรับต้นที่เป็นโรคให้ถอนและขุดดินในหลุมไปเผา จากนั้นใช้ปูนขาวผสมน้ำราดลงไปในดินอีกครั้ง
5. โรคหัวและกลีบเน่า เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในดิน หรือเชื้อราที่ติดมากับหัวหรือต้น อาการของโรคที่พบคือ ต้นจะโตช้า ใบมีสีเขียวอ่อน ต้นใต้ดินมีรอยสีน้ำตาลอมส้มถึงน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อกลับหัวเริ่มเน่า และอาจขยายเข้าไปถึงส่วนในลำต้น ต่อมาจะเน่าและตาย
การป้องกัน เมื่อพบว่าเกิดการระบาดของโรคนี้ขึ้นให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น โดยมีการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอก สำหรับต้นที่เป็นโรคให้ถอนและขุดดินในหลุมไปเผา
แมลงศัตรูลิลลี่ แมลงศัตรูลิลลี่ที่สำคัญ คือ เพลี้ยอ่อน ซึ่งจะเข้าทำลายดูดน้ำเลี้ยงของลิลลี่ที่ใบและดอก
การป้องกันกำจัด วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูแลรักษาต้นลิลลี่ให้เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง หมั่นกำจัดวัชพืช ทำความสะอาดต้น บำรุงปุ๋ย กำจัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นน้ำหมักสะเดาหรือสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น ตะไคร้หอม ข่า ฟ้าทะลายโจร พริกขี้หนู หรือน้ำหมักชีวภาพเพื่อขับไล่แมลงศัตรูพืชทุก ๆสัปดาห์ ก่อนที่จะมีโรคแมลงรบกวน และควรมีการปลูกพืชหมุนเวียนบำรุงดินชนิดอื่น เพื่อตัดวงจรของโรคแมลง และให้มีการใช้ประโยชน์จากดินอย่างเต็มที่ เพราะพืชแต่ละชนิดมีรากลึกและต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ดอกไม้ที่อันตรายที่สุดในโลก
อันดับ 1 Wisteria
ชื่อต้นไม้นี้ แปลกทีเดียวเชียว
แต่ก็นั่นแหละ เค้าบอกว่า ถ้าเผลอกินเข้าไปเมื่อไหร่
ท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน ปวดหัว เป็นไข้ วิงเวียนแน่
และถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน อาจจะช็อคแหงแก๋ได้เหมือน
อันดับ 2 Foxglove
ถุงมือหมาจิ้งจอก?
ดอกไม้สูงแค่สามฟุต สีสวยงามนี่แหละ อันตรายดีทีเดียว
แน่นอนว่า จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมาก
และปากไหม้ด้วย ถ้ากินเข้าไปนะ
บางคนก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ
ว่ากันว่า มันฆ่ากระต่ายได้เลยล่ะ
อันดับ 3 Hydrangea
อะไรกัน ไฮเดรนเยียออกจะสวยเนอะ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีอันตรายด้วย
มันสวยก็จริง แต่ถ้ากินเข้าไปล่ะก็
จะเนื้อตัวเย็นเฉียบ ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน
บางคน อาจจะเกิดอาการช็อคได้เลยด้วยซ้ำไป
เพราะงั้น ดูแต่ตา มืออย่าต้อง นะจ๊ะ
อันดับ 4 Lily-of-the-valley
ว้าว! ชื่อเพราะจังเลย ดอกลิลลี่แห่งหุบเขาเนี่ย
แต่ติดอันดับสี่ได้ เชื่อว่าต้องอันตรายแน่ๆ
เค้าว่า ถ้ากินเข้าไปแล้ว หัวใจจะเต้นแรง คลื่นไส้ อาเจียน
บางคนที่กินมากๆ อาจจะเจอล้างท้องได้นะ
อันดับ 5 Anthurium
ถ้าหากว่า เผลอแตะโดนบริเวณไหนของผิวหนังล่ะก็ เสร็จแน่
ดอกไม้นี้ จะทำให้ร่างกายของคุณไหม้
ยิ่งถ้าโดนปากนี่ แย่ที่สุดเลย
หรือถ้ากินเข้าไปนี่ จะทำให้เสียงแหบเสียงแห้ง พูดไม่ได้ยินไปสักพักเลยล่ะ
อันดับ 6 Chrysanthemum
โอ้! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ดอกเบญจมาศจะติดอันดับกับเขาด้วย
แต่ว่าดอกไม้นี้มีมากกว่า 200 ชนิดในสปีชี่ส์เดียว
เพราะงั้นก็ไม่แปลกที่บางชนิดจะมีพิษร้าย
ถ้าอยากรู้ว่าดอกเบญจมาศชนิดไหนมีพิษ
เค้าว่าให้ดูที่กระต่าย เพราะมันจะไม่กล้าเข้ามากิน
แต่ถ้าโดนเข้าไป อาจจะทำให้ผิวหนังไหม้ และต้องหายาทา
อันดับ 7 Oleander
ทุกส่วนของต้นไม้นี้เป็นพิษหมด
แค่เผลอสูดควันที่เราเผามันเข้าไป ก็เจออันตรายแล้ว
ถ้าเผลอกินเข้าไปล่ะก็ จะเป็นอันตรายต่อหัวใจและระดับโพแทสเซียมในร่างกายได้
อันดับ 8 Ficus
ไฟคัส ต้นไม้เล็กๆ ที่มีใบเล็ก และมียางที่มีพิษเหลือร้าย
มันสามารถเติบโตได้หลากหลายที่ แม้แต่ในหม้อเก่าๆก็โตได้
ถ้าหากว่ายางของมันโดนผิวเข้าล่ะก็ จะเจ็บปวดมากทีเดียว
และต้องไปหาหมอเพื่อขอยาทาแก้ปวดแสบปวดร้อน
อันดับ 9 Rhododendron
เราก็ไม่แน่ใจชื่อภาษาไทยของมันเหมือนกัน
เพราะงั้น เราใช้ชื่อเต็มของมันดีกว่า เกิดอ่านผิดจะแย่ทีเดียว
ต้นไม้นี้มีดอกที่สวย รูปทรงเหมือนกระดิ่ง และจะงอกงามมากในฤดูใบไม้ผลิ
แต่ว่าใบของมันมีพิษร้ายเช่นเดียวกับน้ำหวาน
ถ้าเผลอกินเข้าไป อาจทำให้ริมฝีปากไหม้ได้
จากนั้นก็จะคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว
ถ้าหากว่าเผลอกินเข้าไป ให้รีบดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยได้
อันดับ 10 Narcissus
ดอกนาร์ซิสซัสนี้ ว่ากันว่า มีพิษร้ายแรงมากมาย
มีหลายคนที่สับสนแยกไม่ออกระหว่างดอกไม้นี้กับหัวหอม
แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วล่ะก็ เจอดีแน่
ทั้งอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างแรง
วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ไม้ประดับดูดสารพิษ
เบญจมาศ
เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่ดอกมีสีสันสดใส นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง ใช้คลุมดินตามแนวทางเดินหรือริมรั้วเพราะเป็นต้นไม้ที่ชอบแดด แต่เบญจมาศก็สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารได้เพราะถ้ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็สามารถออกดอกได้สวยงาม จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นไม้ประดับภายในอาคารเพื่อสร้างสีสันสดใสให้กับสถานที่ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบญจมาสเป็นไม้ประดับที่มีความสามารถสูงมากในการดูดสารพิษภายในอาคาร
เบญจมาศเป็นไม้ขนาดเล็กสูงประมาณ 1-3 ฟุต ตามกิ่งก้านและลำต้นมีขนละเอียด ใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบสีเขียวอ่อนนุ่มมีขนอ่อนๆ ทั่วทั้งใบ ดอกกลม กลีบใบจะซ้อนๆ กันมีหลากหลายสี เช่น สีแดง สีบานเย็น สีขาว สีม่วง น้ำเงิน สีเหลือง เบญจมาศเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแดด ต้องการน้ำปานกลาง และความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นเมื่อนำมาปลูกภายในอาคารจึงควรตั้งไว้ในที่ๆ แสงแดดส่องถึง รดน้ำอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
นอกจากดอกที่มีสีสันสดใสทำให้บรรยากาศภายในสดชื่นสว่างไสว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเบญจมาศแล้วเบญจมาศยังเป็นไม้ประดับที่มีความน่าสนใจมาก อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพในการดูดสารพิษสูงมาก จำพวกสารพิษ ฟอร์มาดีไฮด์ เบนซีน และแอมโมเนีย จึงไม่ควรมองข้ามที่จะหาเบญจมาศมาปลูกในสำนักงานหรือบ้านเรือน
เฟิร์นดาบออสเตรเลีย
เฟิร์นดาบออสเตรเลีย Australian sword fern หรือ Kimberly Queen Fern เป็นเฟิร์นที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีก้านใบยาวบางครั้งอาจยาวถึง 1 เมตร ใบมีสีเขียวสด ก้านใบมีสีน้ำตาล ก้านใบแข็ง ใบจะขึ้นหนาทึบไม่มีดอก ชอบแสงรำไรกึ่งแดดแต่สามารถปลูกกลางแจ้งที่มีแสงแดดที่ไม่โดนแดดโดยตรง จึงสามารถนำมาเป็นไม้ประดับได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือในกระถางตั้งพื้น
เฟิร์นดาบออสเตรเลียเป็นไม้ประดับที่ช่วยทำความสะอาดให้แก่อากาศภายในอาคารได้ดีชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะสามารถดูดสารพิษจำพวกฟอร์มาดีไฮด์ ไซลีน และโทลูอีน ได้ดีแล้ว ยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นภายในอาคารได้อย่างดีด้วย
บอสตันเฟิร์น
เฟิร์นเป็นพืชคู่โลกที่มีมานานแสนนานแล้วชนิดหนึ่ง ดังปรากฏหลักฐานจากร่องรอยในหินฟอสซิลที่ขุดพบ เฟิร์นยังเป็นไม้ประดับยอดนิยมชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั้งในและนอกอาคาร บอสตันเฟิร์นมีลักษณะก้านใบแข็งโค้งออกและทิ้งตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ใบขึ้นหนาทึบ ไม่มีดอก นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือในกระถางใช้ประดับตามเสาหิน เมื่อนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในอาคาร บอสตันเฟิร์นต้องการการดูแลพอสมควร เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำสีของใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและร่วงอย่างรวดเร็ว จึงควรหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นหรือฉีดพ่นด้วยละอองน้ำสม่ำเสมอ
บอสตันเฟิร์นเป็นไม้ประดับที่ช่วยทำความสะอาดให้แก่อากาศภายในได้ดีชนิดหนึ่ง สามารถดูดสารพิษได้มาก โดยเฉพาะสารจำพวกฟอร์มาดีไฮด์ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่อาคารภายในอาคารได้เป็นอย่างดี
แววมยุรา
แววมยุราเป็นพืชพันธุ์ไม้เลื้อยกึ่งคลุมดินในตระกูลเดียวกับคล้า แต่การปลูกเลี้ยงง่ายกว่ามาก เพราะมีความอดทนและเจริญเติบโตได้ง่ายในทุกสภาวะของห้อง แววมยุรามีใบด้านหน้าสีเขียวสลับลายเขียวแก่หรือน้ำตาล ส่วนหลังใบมีสีเขียวอมแดงหรือม่วงมีลายสลับเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยใบมีลวดลายและสีสันสวยงามคล้ายหางนกยูงจึงได้ชื่อไทยว่า “แววมยุรา” ส่วนภาษาอังกฤษได้ชื่อว่า “Prayer Plan” แปลว่า ต้นไม้พนมมือ โดยตั้งชื่อตามลักษณะการกระดกของใบตั้งขึ้นเหมือนการพนมมือตอนใกล้ค่ำ พอตอนรุ่งเช้าใบก็จะคลี่ออกตามเดิม
แววมยุราเป็นไม้ประดับภายในอาคารที่ช่วยทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นภายในห้องได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าคุณสมบัติในการดูดสารพิษจะน้อยไปสักนิดก็ตาม
พลูด่าง
พลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารและบ้านเรือนมานานแล้ว ด้วยรูปใบและสีเขียวแต้มเหลืองที่ดูสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อมันเลื้อยพันหรือห้อยย้อยลงมาดูอ่อนช้อยและเพิ่มความมีชีวิตชีวา แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ถึงความสามารถในการดูดสารพิษในอากาศของพลูด่างพลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่ลำต้นมีรากงอกออกมาตามข้อ ใบกลมป้อมคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมนเล็กน้อย ใบมีสีเขียวและมีรอยด่างสีเหลืองอยู่ที่ใบทำให้ดูสวยงามพลูด่างเป็นพืชที่ปลูกง่าย แม้เพียงปักชำในน้ำก็สามารถเจริญเติบโตได้และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ต้องการน้ำมากและแสงแดดพอสมควร แต่ก็สามารถอยู่ได้แม้มีแสงและน้ำน้อย นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือกระถางที่มีเสาเหล็กให้เลื้อยพันหรือให้เลื้อยตามโคนต้นไม้ใหญ่ ถ้าปลูกลงดินใบจะใหญ่มาก
วาสนาราชินี
วาสนาราชินี Janet Craig อีกชื่อหนึ่งคือ วาสนามังกรหยก Queen of Dracaenas เป็นวาสนาสายพันธุ์หนึ่งที่มีความสวยงามทั้งรูปทรงของต้นและใบสีเขียวเป็นมัน เรียวโค้งได้รูปทรงสวยงาม สามารถปลูกเลี้ยงและเจริญเติบโตได้ดีแม้ในที่ที่มีแสงน้อย จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร
วาสนาราชินีเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-8 เมตร ลำต้นกลมตรง มีข้อถี่ ไม่มีกิ่งก้าน ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้นส่วนยอดเรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลมลักษณะใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ตัวใบโค้งงอ ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อยาวตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกลม ดอกมีขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมฉุน
วาสนาราชินีเป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ดูดสารพิษภายในอาคารจำพวกฟอร์มาดีไฮด์และไตรคลอโรเอทธีลีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล้วยไม้หวาย
กล้วยไม้หวายเป็นกล้วยไม้ที่สวยงาม มีหลายสายพันธุ์ มีสีดอกและลวดลายที่หลากหลายสวยงาม ดูแลง่าย ดอกเมื่อบานแล้วจะคงทนอยู่ได้นานเหมาะสำหรับปลูกลงกระถางเพื่อประดับภายในหรือภายนอกอาคาร หรือปลูกเกาะกับต้นไม้ใหญ่เพื่อประดับสวนก็ได้
กล้วยไม้สกุลหวาย มีการเจริญเติบโตแบบซิมโพเดียล คือ มีลำลูกกล้วย เมื่อลำต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่และเป็นกอ รากเป็นรากอากาศ ใบแข็งหนาสีเขียว ดอกมีกลีบชั้นนอกคู่บนและคู่ล่างขนาดยาวพอๆ กันโดยกลีบชั้นนอกบนจะอยู่อย่างอิสระเดี่ยวๆ ส่วนกลีบชั้นนอกคู่ล่างจะมีส่วนโคน ซึ่งมีลักษณะยื่นออกไปทางด้านหลังของส่วนล่างของดอกประสานเชื่อมติดกับฐานหรือสันหลังของเส้าเกสร และส่วนโคนของกลีบชั้นนอกคู่ล่างและส่วนฐานของเส้าเกสรซึ่งประกอบกันจะปูดออกมาเป็นเดือยดอก สำหรับกลีบชั้นในทั้งสองกลีบมีลักษณะต่างๆ กันขึ้นกับพันธุ์
กล้วยไม้หวายมีความพิเศษคือรากอากาศจะดูดคาร์บอนไดออกไซด์และคายออกซิเจนในตอนกลางคืน แต่ในตอนกลางวันกลับสลับคือดูดออกซิเจนแต่คายคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเหมาะที่จะปลูกในห้องนอน ทั้งยังมีความสามารถในการดูดสารพิษจำพวก แอลกอฮอล์ อาซีโตน คลอโรฟอร์ม และฟอร์มัลดิไฮด์ได้ดีอีกด้วย
หนวดปลาหมึก
หนวดปลาหมึกจัดเป็นไม้พุ่มประดับที่สูงเต็มที่ไม่เกิน 2-3 เมตร เจริญเติบโตเร็วมาก ใบมีสีเขียวเป็นมัน หนวดปลาหมึก มีหลายชนิด มีทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ แต่จะมีลักษณะเหมือนกันคือใบจะแตกออกมาจากกิ่งเดียว โดยแต่ละกิ่งจะมีใบประมาณ 7-15 ใบ และกางออกคล้ายกับนิ้วของคน
หนวดปลาหมึกนิยมปลูกเป็นแนวสวนของบ้าน เพราะฟอร์มใบเป็นแฉกสวยงาม เลี้ยงดูง่าย ชอบแดดกึ่งร่ม ชอบน้ำและความชื้น แต่เมื่อนำหนวดปลาหมึกมาปลูกภายในอาคารก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีและมีการเจริญเติบโตที่สม่ำเสมอ ควรรดน้ำวันเว้นวัน เมื่อปลูกไปนานๆ หนวดปลาหมึกจะมีลำต้นที่สูง จึงควรตัดยอดออกเพื่อให้แตกกิ่งก้านสาขาและทรงพุ่มสวยงาม
สับปะรดสี
สับปะรดสีเป็นพันธุ์ไม้ประดับที่มีใบเป็นกลีบแข็งๆ แผ่ออกไปรอบๆ ข้างบนใบมีลวดลายและสีสันที่สวยงามแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์ นอกจากนั้นสับปะรดเทศยังมีดอกที่สวยงามอีกด้วย
สับปะรดสีเป็นไม้ที่เจริญเติบโตช้า ดูแลง่าย สามารถทนแล้งได้ดี มีช่อดอกยาวสูง สีกลีบดอก กลีบเลี้ยง และใบที่ฉูดฉาดคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรืออยู่ได้หลายเดือน และจะงอกต้นเล็กๆ ออกมารอบๆ ต้นสามารถตัดแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้ สับปะรดเทศสามารถทนทานอยู่ได้ทั้งในที่มีแสงมากและแสงน้อย แต่ถ้าได้รับแสงมากจะทำให้ใบมีสีสันสวยงามน่ามองยิ่งขึ้น
ถึงแม้คุณสมบัติในการดูดสารพิษของสับปะรดสีจะไม่มากนัก แต่คุณสมบัติเด่นของสับปะรดสีอยู่ที่เป็นพืชที่คายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป จึงเหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอน
ประกายเงิน
ประกายเงิน เป็นพรรณไม้ที่ปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารได้ดี เพราะปลูกง่ายและทนทาน ไม่ต้องการแสงแดดมาก สามารถเติบโตอยู่ในที่แดดรำไรหรือมีแสงน้อยได้ดี
ประกายเงินมีลักษณะลำต้นที่เป็นกอ ใบมีสีเขียวเข้ม มีลายสีขาวหรือสีเขียวอมเทาพาดตามแนวยาว ใบของต้นประกายเงินจะแคบเรียวยาว ปลายแหลม ออกใบอยู่รอบลำต้น กาบใบหุ้มรอบลำต้น ใบอ่อนจะแตกตรงส่วนยอดของลำต้น ถ้าปลูกกลางแจ้ง สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร ถ้าปลูกภายในอาคารจะสูงประมาณ 3 เมตร
ประกายเงิน เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ปลูกได้ทั้งที่กลางแจ้งและในที่ร่ม แสงแดดรำไร สามารถเจริญเติบโตได้แม้มีแสงน้อยและความชื้นน้อย และที่สำคัญประกายเงินมีความสามารถในการดูดสารพิษจำพวกเบนซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นไม้ประดับที่แนะนำให้ปลูกภายในอาคารเพื่อดูดสารพิษ
เศรษฐีเรือนใน
เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ประดับชนิดแรกๆ ที่ได้รับการเผยแพร่จากองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติในการดูดสารพิษภายในอาคารได้เป็นอย่างดี เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็กที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยปลูกในกระถางแขวนหรือปลูกเป็นพืชคลุมดินก็ได้ ใบมีลักษณะคล้ายใบหญ้า ขอบใบมีสีเขียวยาวตลอดใบ กลางใบเป็นสีขาว ใบมีความยาว 15–30 ซม. โค้งงอลงด้านล่าง
เศรษฐีเรือนในมีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน เมื่อแก่เต็มที่จะมีลำต้นอ่อนแตกออกมาเป็นกิ่ง มีต้นอ่อนเล็กๆ เป็นกระจุกอยู่ตรงปลายของกิ่ง ดูน่ารักดี ฝรั่งจึงเรียกว่า ต้นแมงมุม (Spider Plant) หรือ ต้นเครื่องบิน (Airplane Plant) เนื่องจากเวลาลมพัดต้นอ่อนจะแกว่งไปมาเหมือนเครื่องบิน ต้นอ่อนที่แตกออกมานี้สามารถตัดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย
เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ไม่ค่อยคายน้ำเท่าใดนัก แต่มีการดูดสารพิษจากอากาศภายในอาคารได้ดีมากชนิดหนึ่ง
ปาล์มไผ่
ปาล์มไผ่เป็นปาล์มที่มีหน่อและแตกเป็นกอ ลำต้นสีเขียวขนาดเล็กเป็นข้อปล้องเห็นได้ชัด ดูคล้ายต้นไผ่ แต่สูงไม่มากเพียง 1.5-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียวแหลม สีเขียวมัน ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ แผ่ออกดูอ่อนช้อย
ปาล์มไผ่เป็นที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารด้วยรูปทรงที่สวยงาม ถึงแม้จะเป็นปาล์มที่เจริญเติบโตช้า แต่ก็เลี้ยงง่าย ทนทาน ไม่ต้องการแสงแดดมาก ทนต่อแมลง และที่สำคัญคือมีอัตราการคายความชื้นสูงจึงเพิ่มความสดชื่นให้อากาศภายในสำนักงานและบ้านเรือนได้เป็นอย่างดี
ปาล์มเป็นไม้ประดับที่มีความสามารถสูงมากในการดูดสารพิษที่ปนเปื้อนในอากาศ โดยเฉพาะสารพิษจำพวกเบนชิน ไตรคลอไรเอททาริน ฟอร์มาดิไฮ จึงสมเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารเพื่อประโยชน์ในการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์อีกด้วย
คริสต์มาส
คริสต์มาสเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับโกสนและโป๊ยเซียน ที่ได้ชื่อเรียกว่า คริสต์มาส เพราะใบอ่อนด้านบนของต้นจะมีสีแดงสดในช่วงปลายปีถึงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็น ประเทศตะวันตกมีการเฉลิมฉลองในเทศกาลคริสต์มาสจึงมีการนำเอาต้นไม้ชนิดนี้มาตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับเทศกาล
ความโดดเด่นของต้นคริสต์มาสอยู่ที่ใบด้านบนมีสีแดงสด ส่วนใบล่างมีสีเขียว ใบเป็นหยัก 3-4 หยัก เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลางสูงได้ถึง 3 เมตร แตกกิ่งค่อนข้างชี้ตั้งขึ้นเป็นพุ่มแน่น ลำต้นอ่อนมีสีเขียวเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ดอกออกเป็นช่อที่บริเวณปลายยอดมีสีแดง ช่อดอกล้อมรอบด้วยใบประดับรูปใบหอกมีหลายสี เช่น เหลือง ส้ม แดง ซึ่งอันที่จริงดอกที่เราเห็นอยู่นั้นก็คือใบประดับที่เปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีต่างๆ นั้นเอง
ต้นคริสต์มาสสามารถขึ้นได้ดีในอากาศบ้านเรา เมื่อต้นยังเล็กสามารถนำมาปลูกลงกระถางเพื่อใช้ประดับได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เมื่อหมดเทศกาลคริสต์มาสนำปลูกลงดิน ก็จะเติบโตเป็นไม้พุ่มและยังคงมีใบสีแดงแต่อาจไม่สวยงามเท่ากับการปลูกในกระถาง ประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอากาศอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง
เงินไหลมา
เงินไหลมาเป็นพรรณไม้เลื้อยที่มีเถายาว มีลำต้นกลมสีเขียว ผิวลำต้นเกลี้ยง มีข้อห่างๆ รากออกตามข้อลำต้น แต่ละข้อจะมีกาบใบหุ้มอยู่ ใบเป็นใบเดี่ยวออกตามข้อสลับกัน ก้านใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบมีลักษณะคล้ายใบบอน ปลายใบแหลมโคนใบเว้าลึก หูใบยาว พื้นใบมีสีเขียวและมีสีเหลืองปนอยู่ที่บริเวณเส้นใบเล็กน้อย ดอกออกตรงส่วนยอดลักษณะดอกคล้ายกับดอกของบอน
เงินไหลมาควรปลูกในที่ร่มที่มีแสงส่องถึง ต้องการน้ำมากและความชื้นสูง เป็นไม้ประดับที่มีความสามารถในการดูดสารพิษภายในอาคารได้พอสมควร แต่อัตราการคายความชื้นสูงจึงช่วยสร้างความสดชื่นให้แก่อากาศภายในอาคารบ้านเรือน
สโนว์ดรอป
สโนว์ดรอป เป็นสาวน้อยประแป้งสายพันธุ์หนึ่งที่มีลวดลายของใบที่สวยงามแตกต่างออกไป นิยมใช้ประดับภายในอาคารสำนักงานเพราะใบใหญ่สีสันและลวดลายสวยงามและเป็นพุ่มสวย ใบมีลักษณะเป็นแผ่นกว้าง มีสีเหลืองอ่อนตรงกลาง ขอบใบเป็นสีเขียวเข้ม แต่ถ้าอยู่ในที่ร่มหรือได้รับแสงไม่เพียงพอ ใบจะมีสีซีดลง
สโนว์ดรอปนี้ไม่ทนแล้ง แต่สามารถอยู่ในที่กึ่งร่มได้ดี ต้องรดน้ำวันเว้นวัน และหมั่นเช็ดทำความสะอาดใบให้ชุ่มชื้นเป็นเงา เพื่อคุณสมบัติในการคายความชื้นและดูดสารพิษที่ดี
ด้วยลักษณะใบที่เป็นแผ่นกว้างของสโนว์ดรอป ทำให้สโนว์ดรอปเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการขจัดมลพิษและสิ่งปนเปื้อนจากอากาศภายในอาคารได้เป็นอย่างดี
ฟิโลใบหัวใจ
ฟิโลใบหัวใจเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยที่เป็นที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะปลูกในกระถางแขวนให้ห้อยย้อยลักษณะเดียวกับพลูด่าง แต่สวยงามด้วยใบสีเขียวเป็นมันและมีรูปคล้ายหัวใจ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทาน เจริญเติบโตได้แม้ในที่ที่อับแสง ไม่ต้องการน้ำมากนัก แต่ต้องการความชื้นพอสมควร ดังนั้นในห้องที่มีอากาศแห้งฟิโลใบหัวใจจะโตช้า
ฟิโลใบหัวใจเป็นไม้เลื้อยที่มีเถาทอดเลื้อยไปตามสิ่งยึดเกาะ เถากลม และแบ่งออกเป็นข้อๆ แต่ละข้อจะมีรากงอกยาวออกมาเพื่อยึดเกาะและดูดซึมอาหาร ใบอ่อนจะแตกออกจากปลายยอด และถ้าหากหมั่นเด็ดยอดจะแตกออกเป็นทรงพุ่มมากขึ้น
ฟิโลใบหัวใจ มีอัตราการคายความชื้นและอัตราการดูดสารพิษ ในระดับปานกลาง
เยอบีร่า
เยอบีร่าเป็นไม้ประดับที่มีดอกสีสวยสดใส และคงทนอยู่ได้นานแม้จะตัดออกมาปักแจกันแล้วก็ยังอยู่ได้นานหลายวัน จึงเป็นไม้ประดับที่นิยมนำมาประดับภายในอาคาร เพราะไม่เพียงแต่ความสวยเท่านั้น เยอบีร่ายังมีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย เยอบีร่าเป็นพรรณไม้พุ่ม มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแฉกมีสีเขียวสด ก้านใบและใบมีขนละเอียด ก้านดอกแตกออกจากลำต้นใต้ดินยาวตั้งตรง ดอกมีสีสันหลากหลาย เช่น แดง ส้ม เหลือง หรือแม้แต่ม่วง ชมพู และขาว เป็นต้น
เยอบีร่าเป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีความสามารถสูงในการดูดสารพิษจากอากาศภายในอาคาร มีอัตราการคายความชื้นสูง ประกอบกับมีความสวยงาม จึงเป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าและเหมาะแก่การปลูกไว้ประดับในอาคารสำนักงานและบ้านเรือน
เขียวหมื่นปี
เขียวหมื่นปีเป็นไม้ประดับที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางภายในบ้านเรือน หรือเป็นไม้ประดับภายในอาคารสำนักงาน ด้วยจุดเด่นที่เป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก ทนทาน แม้ในที่ที่มีสภาพแห้งแล้งและความชื้นต่ำ รวมทั้งสามารถเจริญงอกงามได้ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย
ลักษณะเด่นอีกอย่างของเขียวหมื่นปีก็คือ มีทั้งลำต้นและใบที่มีสีเขียวตลอดทั้งปี ใบมีลวดลายสะดุดตา ใบมีลักษณะเรียวแหลม ขึ้นรวมกันเป็นกอ ต้นไม่สูงมากนัก
ถึงแม้เขียวหมื่นปีจะมีความสามารถในการดูดสารพิษไม่มากนัก คืออยู่ในระดับปานกลาง แต่ก็มีอัตราการคายความชื้นสูง และมีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์ จึงเหมาะที่นำไปปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับดูดสารพิษอีกชนิดหนึ่ง
ลิ้นมังกร
ลิ้นมังกรเป็นพืชที่มีลักษณะโดดเด่นที่ใบสวยงามแปลกตา ปลูกได้ทั้งภายนอกอาคาร และปลูกลงในกระถางเพื่อประดับภายในอาคารและบ้านเรือน ถึงแม้จะเป็นพืชที่โตช้าแต่ก็ปลูกง่ายและทนทาน
ลิ้นมังกรนั้นมีหลายชนิด เช่น ลิ้นมังกรสั้น ลิ้นมังกรยาว ลิ้นมังกรลาย หรือเรียกว่าหอกพระอินทร์ ลิ้นมังกรมีลำต้นเป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบโผล่พ้นดินเป็นใบยาวแหลมคล้ายหอกแข็งตั้งตรงสูงประมาณ 1 เมตร ใบสีเขียว มีลายตามแนวขวาง ลิ้นมังกรยาวจะมีสีเหลืองบริเวณขอบใบเป็นแนวยาว ดอกมีสีขาวอมเขียว
ถึงแม้คุณสมบัติในการดูดสารพิษของลิ้นมังกรจะไม่มากนัก แต่คุณสมบัติเด่นของลิ้นมังกรอยู่ที่เป็นพืชที่คายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป จึงเหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอน
ตีนตุ๊กแกฝรั่ง
ตีนตุ๊กแกฝรั่งเป็นไม้เลื้อยที่เกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ นิยมปลูกติดกับกำแพงให้ทอดเลื้อยคลุมทั่วทั้งกำแพง ชอบแสงแดดจัด แต่ก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีแสงแดดรำไร จึงสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารได้ โดยปลูกในกระถางแขวนให้เถาและใบห้อยย้อย หรือปลูกให้เลื้อยพันกับหลักในแนวตั้งก็ดูสวยงาม เนื่องจากใบที่ดูอ่อนช้อย
ตีนตุ๊กแกฝรั่งเป็นไม้เถาที่มีใบแฉก 3–5 แฉก คล้ายใบตำลึงมีมากมายหลายพันธุ์ หลายสี เช่น พื้นใบสีเขียวล้วน พื้นใบเขียวของใบด่างขาว หรือเหลืองอ่อน กลางใบอาจมีรอยด่างสีเขียวอมเทา
ตีนตุ๊กแกเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินปนทราย ชอบแสงแดดจัด แต่ก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีแสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการชำกิ่งหรือทับกิ่ง มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวกสารเบนซิน และยังคายความชื้นให้แก่บรรยากาศภายในห้องได้มากอีกด้วย จึงเป็นไม้ประดับที่น่าสนใจมากอีกชนิดหนึ่ง
ไม้มงคล เศรษฐีมีทรัพย์
เศรษฐีมีทรัพย์ เป็นไม้ประดับ จัดอยู่ในประเภท ไม้มงคล หมายถึง ร่ำรวยเงินทองและมีบารมี
ในรูปนี้สูงประมาณ 30 ซม. เป็น ไม้แดด แสงแดดรำไร รดน้ำวันละครั้งกำลังดี ความชื้นปานกลา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















































